การดำเนินชีวิตในสังคม เราจำต้องขยันดิ้นรน เพื่อให้ได้มาซึ่งจุดสูงสุดแห่งการงาน แต่มีสำนวนว่า ”เมฆฝนบนฟ้าไม่อาจคาดการณ์” หากเวลาที่ดีในชีวิตผ่านไปแล้ว สิ่งที่ตามต่อมาคือความทุกข์ยาก แล้วจะทำยังไง สุมาอี้ในยุคสามก๊ก เมื่อได้รับมอบอำนาจ มีอำนาจล้นฟ้าแล้ว จู่ๆเขาก็พบว่าตำแหน่งที่เขามีเป็นเพียงตำแหน่งลอยๆ ไม่มีเกียรติใดๆ จากช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ กลับถาโถมด้วยทุกขภัยต่างๆนานา เขาจะทำตัวแบบไหนเพื่อสลัดหลุดความทุกข์ยากไปได้ เราจะเรียนรู้อะไรจากการกระทำของสุมาอี้ได้บ้าง เล่าสามก๊กอย่างเผ็ดร้อน กับอาจารย์เจ้าหวี่ผิง จะมานำเสนอกลยุทธของสุมาอี้ในหัวข้อ  “แปรเปลี่ยนทุกข์ยากได้ด้วยมือเรา”
 
 Link : http://kejiao.cntv.cn/C29940/classpage/video/20110809/101284.shtml

        เราลองจับตาดูคนรอบๆตัวเรา โดยเฉาะวัยรุ่นดูสิ เมื่อเวลาเขามีสุขเขาจะหน้าชื่นตาบาน เชิดหน้าชูคอ อารมณ์ดี แต่เมื่อเขาเจอเรื่องทุกข์ลำบากใจ ก็ 萎靡不振 หดหู่ 一蹶不振 กดดัน ศิโรราบ เป็นแบบนี้แทบทุกคน ผู้ที่จะทำการใหญ่ ต้องเจออุปสรรคมากมาย เรามองคนที่ประสบความสำเร็จในประวัติศาสตร์จีน ทุกคนล้วน 逆境锻炼 ปรับตัวเข้ากับความกดดันเป็น มีคำกล่าวว่าเหล็กดีต้องทนไฟ ผ่านการทุบตีมาหลายหน ดอกไม้จะงามได้ต้องงอกผ่านปุ๋ยคอกขึ้นมาทั้งนั้น ฉะนั้นความทุกข์ยากลำบากเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นความเจริญในชีวิตอย่างมั่นคง

        เนื้อหาที่เราจะพูดถึงในวันนี้คือบททดสอบที่สุมาอี้จะได้เจอ หลังจากที่โจยอยสิ้นไปแล้ว สุมาอี้ก็กลายเป็นคนที่มีอำนาจโด่งดัง 炙手可热 ฮอตที่สุดในวังหลวง เป็นหนึ่งในช่วงชีวิตที่รุ่งโรจน์ที่สุดในชีวิตเขา ภาษิตจีนอีกบทกล่าวว่า 花红易衰 ดอกไม้แดงมักเหี่ยวเร็ว 月圆易缺 จันทร์เพ็ญมักอยู่ไม่นาน เมื่อดอกไม้ผลิบานถึงที่สุดแล้ว ความเหี่ยวจะตามมา เมื่อจันทร์เต็มดวงแล้ว อยู่ได้ชั่วข้ามคืนก็เปลี่ยนรูปทรง สุมาอี้เมื่อขึ้นสู่จุดสุดยอดในชีวิต เขาก็ต้องพบกับอันตรายใหญ่หลวงและการแก่งแย่งชิงดีจากคู่แข่ง

       คศ. 247 ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิเข้าหน้าร้อน สุมาอี้วัยหกสิบแปดก็ล้มป่วย แถมป่วยหนักด้วย จนทำงานไม่ได้ พอถึงเดือนห้า ก็มีขุนนางแต่งตั้งใหม่จากเกงจิ๋วนามหลีซินมาแวะคารวะที่จวน เข้ามาหาถึงในห้อง สุมาอี้นอนมองจากเตียง ประเมินดูผู้มาเยือนนี้ ภาพที่หลีซินเห็น คือสภาพอนาจตาของสุมาอี้ ผมหนวดขาวโพลนเป็นสังกะตัง หายใจระทวย ตัวแข็งซูบซีด ไม่มีเรี่ยวแรง สาวใช้ต้องป้อนโจ๊กให้ โจ๊กทุกช้อนที่ถูกป้อนไหลลงหนวดกว่าครึ่ง หลีซินเห็นแล้วเศร้าใจ ต้องร้องไห้ออกมา โดยไม่รู้เลยว่าหลีซินกำลังถูกหลอกอยู่ โรคที่สุมาอี้เป็นคือโรคป่วยการเมือง แล้วทำไมเขาต้องแกล้งป่วยด้วยหนอ

        แท้จริงแล้วหลีซินเป็นคนที่โจซองไว้ใจให้มาตรวจสอบสภาพของสุมาอี้ ว่าป่วยจริงหรือแกล้งป่วย ยังแข็งแรงพอที่จะมาเป็นคู่แข่งทางอำนาจหรือเปล่า ก่อนหน้านั้นความสัมพันธ์ของสุมาอี้กับโจซองอยู่ในระดับที่บอบบางมากๆ ตอนที่แล้วเราเล่าไปว่าโจยอยมอบหมายงานการทั้งหมดให้โจซองและสุมาอี้ดูแล ทั้งคู่อายุต่างกันมากแต่ตำแหน่งใหญ่พอๆกัน แรกๆก็สมัครสมาน ทำงานด้วยกันดี แต่เวลาผ่านไป จนอยู่มาวันหนึ่ง เริ่มมีคนมาพูดแสดงความคิดเห็นว่ายังไงก็ไม่อาจยอมให้สุมาอี้มีอำนาจอยู่ต่อไป ไม่ยอมแบ่งกันเป็นใหญ่ ให้ท่านเป็นผู้นำคนเดียวจะดีกว่า แรกๆโจซองก็ไม่เชื่อ แต่มีคนมาพูดให้ฟังหลายๆ คน หลายๆครั้งเข้า แถมนับวันตนเองยิ่งอยู่ในตำแหน่งนานๆเข้าก็เกิดความทะเยอทะยาน ต้องการขยายอำนาจที่ตนมี ช่วงหลังๆเลยเกิดปัญหาในการทำงานร่วมกับสุมาอี้ขึ้นมา ถ้าเป็นในชีวิตประจำวัน เราเจอคนประเภทนี้ก็จะนึกว่า เอ๊ะ ก็นายมีตำแหน่งอันน่าพอใจ เงินเดือนรึก็สูง ขอเพียงรู้จักพอ แค่นี้ก็ผ่านวันหนึ่งๆไปอย่างมีสุขแล้ว ทำไมนายไม่พอใจ คิดต้องการยึดขยายอำนาจอีกเล่า 

        จริงๆแล้วเกี่ยวกับความต้องการขยายอำนาจของคนหนึ่งๆนี้ อาศัยหลักการพื้นฐานง่ายๆ เรียกว่า “ทฤษฏีหมั่นโถว” คือเมื่อคุณหิว คุณได้หมั่นโถวมากินลูกนึง ก็อิ่ม ยินดีปรีดา พอใจแล้ว กินไปก็ร่ายกลอนไป
 

久旱逢甘雨

他乡遇故知

洞房花烛夜

  有个馒头吃  

แล้งมานานฝนหวานเริ่มโปรยปราย  จากบ้านไกลได้พบสหายเก่า

ห้องเจ้าบ่าวประดับเทียนแลดอกไม้  แสนดีใจได้หมั่นโถวมากัดกิน
     
       กินอย่างสบายใจ พอกินก้อนที่สองความอิ่มอกอิ่มใจเริ่มเหือดหาย แต่ความสบายใจยังคงอยู่ พอกินก้อนที่สาม อันนี้เริ่มอิ่ม แต่เริ่มอึดอัด ไม่สบายละ พอถึงก้อนที่สี่ก็กินไม่ลง ไม่เอาแล้ว ใครมายัดเยียดให้กิน ก็จะฆ่าทิ้งซะ คุณจะพบว่าระหว่างหมั่นโถวก้อนแรกถึงก้อนที่สี่ ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย แต่ความสุขที่ได้จากมันกลับไม่เท่ากันซะงั้น

        กลยุทธนี้ในทางเศรษฐศาสตร์ก็คือ “边际效应递减” กฎการลดลงของอรรถประโยชน์ หมายถึงการที่หมั่นโถวก้อนแรกอร่อยกว่าก้อนที่สองเสมอ แม้จะเป็นหลักการง่ายๆแต่ก็ทรงพลัง ลองคิดดูสิว่าการเริ่มต้นอะไรซักอย่างเป็นครั้งแรกมักจะทำให้เราลืมไม่ลง ความรู้สึกมันฝังลึกในใจเรา ลองคิดว่าตอนที่เราได้กินสเต็กครั้งแรก กินซูชิครั้งแรก จะรู้สึกว่าโอ้โหอร่อยจังเลย พอหลังจากนั้นกลับไปกินอีก ดันรู้สึกว่าก็งั้นๆ ที่เรารู้สึกว่ามันดีก็เพราะความเป็น “ครั้งแรกของเรา” นั่นเอง จิตใจคนเราก็เป็นอย่างนี้ เมื่อความต้องการได้รับการสนองตอบก็ตื่นเต้นดีใจ ร้องไห้น้ำตาไหล เมื่อพอใจหลายๆครั้งเข้าก็เริ่มชินชา ไม่รู้สึกอันใด พอเจอเป็นปกติก็จะไม่เหลือความรู้สึกใดๆต่อการกระทำนั้นๆอีก

       ตอนที่ได้รับมอบอำนาจใหม่ๆ โจซองดีใจมากๆ เดินเคียงสุมาอี้เข้าวังออกวัง ทำตัวกร่าง โอ้อวดบารมี ภูมิอกภูมิใจ แต่พอนานๆไปโจซองก็เริ่มเบื่อหน่าย เริ่มคิดละว่าแบ่งอำนาจกันสองคนมิสู้ข้าถือครองคนเดียว คนที่กระหายอำนาจมักจะเป็นแบบนี้เสมอ การขยายอำนาจนี้มักจะตามมาด้วยการลดค่าหรือสูญเสียคุณค่าของบางสิ่งทุกครั้ง มีคำกล่าวว่า การผลิตเงินเพิ่มเองจะเป็นการลดค่าของสกุลเงินลง ใจคนก็เหมือนกัน ยิ่งมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ค่าความสุขของตนเองก็จะถูกลดลง แต่การขยายขนาดบ้าน(และจำนวนคนในครอบครัว) จะเพิ่มค่าความรักความอบอุ่นได้

        โจซองไม่พอใจในอำนาจที่ตนมีอยู่ ต้องการอำนาจเพิ่มขึ้นอีก ทำไมนายคนนี้ถึงสูญเสียความพอใจ ยังทะยานอยากบนเส้นทางสายลาภยศอีกเล่า เป็นเพราะยิ่งมั่งมียิ่งโลภ ยิ่งเพิ่มขยายความต้องการของตน ในที่สุดก็ก่อปัญหาขึ้น ถ้ายังงั้น เราจะทำเช่นใดดีเพื่อสยบขอบเขตของความอยากได้อยากมีของตนเองได้ล่ะ คำโบราณของคนจีนพูดไว้ว่า “交友须带三分侠气,作人要存一点素心” คบเพื่อนที่ไม่เห็นแก่ตัวซะสามส่วน ทำตนให้มีมโนธรรม การจะทำให้ได้ผลตามคำพูดนี้ เรามีให้สองวิธี วิธีแรกคือ “จงจำกัดและควบคุมความต้องการของตน” จงทำตนให้ไม่อยากได้อยากมีอะไรให้บ่อยๆเข้า เมื่อความต้องการในตำแหน่ง เงินเดือน ลาภยศ หรืออะไรซักอย่างของคุณไม่เพียงพอ จงย้อนทบทวนถึงตอนที่คุณไม่มีอะไรเลย สภาพของคุณเป็นแบบไหนกัน แล้วนึกถึงตอนที่ได้สิ่งนั้นๆมาใหม่ๆสิ คุณดีใจแค่ไหนล่ะ ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณมองคู่ชีวิตคุณที่แต่งมาได้ซักห้าหกปี ช่างไม่น่าดูเอาซะเลย ให้ลองนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่คบกันใหม่ๆ จนถึงตอนที่คุณขอ(หรือถูกขอ)แต่งงาน แล้วตอบตกลงสิ คุณดีใจแค่ไหนกัน (แม้ความตื่นเต้นดีใจจะหายไปหมดแล้วในหลังวันแต่งงานก็ตามที) แต่งเป็นกลอนได้ว่า



 
常将有时思无时

眼前快乐不贬值

人生若只如初见

幸福美满全出现

ยามมีให้นึกถึงตอนไม่มี ความสุขเบื้องหน้านี้มิลดค่า

ชีวิตคนเราเหมือนเพิ่งพบพา  ที่ปรากฏนั้นหนาคือสุขสมบูรณ์

นี่คือข้อแรก


      
       ทีนี้มาดู ข้อที่สอง “ต้องมีการควบคุมจำกัดจากภายนอก”

       กระจกที่สว่างเกินไปจะส่องไม่เห็นตัวเรา ตาที่เจอแสงจ้าเกินไปก็มองไม่เห็นตัวเอง คนเรามักจะหลีกไม่ห่างจากจากการตรวจสอบและการควบคุมจากผู้อื่น เมื่อเราได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำ ก็จะมีระบบคณะผู้ตรวจสอบคอยติดตามเรา คุณอาจรู้สึกว่า น่ากังวล ตำแหน่งอาจต้องสะดุดล้ม เป็นปัญหาจริงๆ ที่จริงแล้วระบบนี้มีไว้คุ้มครองคุณตะหาก ป้องกันไม่ให้คุณขยายอำนาจโดยมิชอบ

       กลับมาดูที่โจซอง เขามีคติสองข้อนี้มั้ยก็เปล่า เขาคิดการถึงขั้นจะล้มสุมาอี้ ด้วยวิธีขั้นสูงมาก เรียกว่า “明升暗降 ” ให้แต่ตำแหน่งลอยๆ ที่ไร้อำนาจ โจซองเขียนรายงานถวายฮ่องเต้ว่าท่าแม่ทัพสุมาอี้ เก่งทั้งบุ๋นบู๊ ยิ่งใหญ่เหลือประมาณ ไม่มีใครเก่งเท่า ขอได้โปรดประทานการเลื่อนขั้นให้สุมาอี้ด้วยเถิด หลังจากการประชุมตกลงกันแล้วก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นราชครูประจำราชสำนัก แต่การเลื่อนตำแหน่งครานี้ออกจะแปลกๆไปหน่อย ก่อนที่สุมาอี้จะได้รับการฝากฝังงานจากโจยอย เขาถือครองอยู่สามตำแหน่ง คือ 太尉(จอมพล?) 都督 (ผู้สำเร็จราชการ) 尚书 (ประมาณประธานรัฐสภาหรือนายกรัฐมนตรี) ในสามตำแหน่งนี้ ตำแหน่ง 尚书นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด มีคำกล่าวว่า ทุกคนใต้หล้า ยอมสยบ 尚书 เพราะตำแหน่งนี้มีอำนาจจัดการทุกเรื่องตั้งแต่การเมือง การทหาร เศรษฐกิจ การต่างอาณาจักร แต่ตั้งแต่ตอนที่สุมาอี้รับตำแหน่งราชครูมา ทุกตำแหน่งที่ได้รับมาก่อนหน้าก็หายไปหมด
 
       ฝ่ายปกครองให้เหตุผลว่าท่านใต้เท้าสุมาอี้ อายุมากแล้ว ตำแหน่งอื่นที่ท่านมีรังแต่จะเพิ่มภาระท่านเปล่า ให้คนหนุ่มกว่าได้แสดงฝีมือเถิด การกระทำของโจซอง ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคือโจฮองก็รู้เห็นเป็นใจ สุมาอี้ก็ได้แต่กัดฟันยอมรับตำแหน่งไร้อำนาจนี้ โดยที่ใจรู้สึกรับไม่ได้ ก็อดทนไปก่อน เสแสร้งไปก่อน ยังไงซะพวกแกก็เกาะติดข้าไม่ปล่อย ข้าต้องหาโอกาสเอาคืนเจ้าแน่ ด้วยกลยุทธ์ 防守反击 counterattack คุณลองสังเกตดูสิ ในการเล่นฟุตบอล ทีมไหนยิ่งบุก ทีมนั้นจะด้อยการป้องกัน ขอแค่คุณต้านรับไปเรื่อยๆ รอเวลาและโอกาสโต้กลับ จะง่ายต่อการลงมือ เล่มหมากรุกก็แบบนี้ เล่นเกมวางแผนการรบก็แบบนี้ รอจังหวะพลาด รุกจนลืมรับ แล้วเราสวนเปรี้ยง สุมาอี้ไม่เชื่อว่าโจซองจะพลาดไม่เป็น ว่าแล้วก็เริ่มแกล้งป่วย วิชาถนัดของสุมาอี้เลยล่ะ

        โจซองเมื่อทราบข่าวสุมาอี้ป่วย ก็ส่งหลีซิน ขุนนางที่ไว้ใจได้ไปดู หลีซินก็ไปดูตามคำสั่ง พบสภาพอเนจอนาจก็ทำท่าเศร้าใจ โอ อดีตแม่ทัพยอดฝีมือ ชายผู้เป็นเสาหลักของก๊ก บัดนี้เป็นเพียงขอนไม้ ป้อนอะไรก็ไหลหมด คงอยู่ได้ไม่นานละ ลับหลังหลีซินรีบไปบอกโจซองว่าเฮ้ยสุมาอี้ใกล้โลงแล้วว่ะ อำนาจต้องเป็นของเราทั้งหมดในไม่ช้า โจซองก็วางใจ ไม่กังวลเรื่องสุมาอี้อีก ด้านสุมาอี้ก็สามารถหลอกตาโจซองได้สำเร็จอีกครั้ง หลังจากที่สุมาอี้หลอกโจซองได้ เขาก็งัดสามกลยุทธ์ขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพความทุกข์ยากลำบากที่เขาประสบ อยู่ กลยุทธข้อแรกนั้นคือ “ยึดคุมโอกาส ไม่ให้เหลือแม้ช่องว่าง”

       การที่สุมาอี้แกล้งป่วย เป็นการเผย ”ความอ่อนแอ” ให้ผู้อื่นได้เห็น เมื่อเราอิจฉาใครซักคน เห็นใครบางคนไม่ถูกตา พอเราเห็นคนผู้นั้นป่วยนอนซม สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ เราก็สมเพส และคลายความอิจฉาระแวงลง เมื่อโจซองไม่ระแวงสุมาอี้แล้ว สุมาอี้ก็เริ่มรอโอกาสเล่นงานกลับ เมื่อโจซองได้กุมอำนาแต่ผู้เดียวแล้ว เขาลงมือทำสองสิ่ง อย่างแรกคืออวยยศให้พี่น้องทั้งหมด แต่งตั้งโจอี้ (ฟังไม่ผิดหรอก โจอี้จริงๆแหละ แซ่โจ นามว่าอี้) ให้เป็น 中领军 (องครักษ์กองหน้าส่วนกลาง?) ให้โจหุ้น เป็น 武卫将军 (แม่ทัพป้องปรามศึก) ให้โจง่านเป็น 散骑常侍 (แม่ทัพม้ากองย่อย?) พี่น้องทั้งหมดก็ครอบคลุมอำนาจทุกภาคส่วนของราชสำนักไว้ละ

       เรื่องที่สองคือโจซองแกรักสนุก ชอบออกไปท่องเที่ยวทั่วถิ่น แถมไปทีก็ยกโขยงทุกคนที่เป็นพี่น้องแห่กันขับเกวียนไป ลูกน้องคนนึงชื่อฮวนห้อม เตือนว่าควรแบ่งเวรกันไปเที่ยว ไม่ใช่แห่กันไปหมด ถ้าเกิดตอนที่ทั้งหมดออกเที่ยวแล้วเกิดมีคนปิดประตูเมือง ไม่ให้ท่านเข้า แล้วฉวยยึดอำนาจไป ท่านจะทำไง โจซองหัวร่องอหาย บอกว่าแหม ใครจะกล้าวะ ทั้งก๊กเป็นของเราแล้ว โจซองมั่นใจถึงขั้นนี้เลยทีเดียว มีคำกล่าวว่า ถ้าคุณทำเรื่องอะไรซักอย่างแล้วมีคนชมว่าเราเก่งเราเมพ นั่นหมายความว่าคุณขยันหมั่นเพียรมากพอจนเห็นผล แต่ถ้าถึงขั้นรู้สึกว่าคุณเองนี่แหละเทพสุดๆเจ๋งจริงๆ นั่นแปลว่าคุณเริ่มป่วย เริ่มเพ้อละ ไม่มีใครที่จะเก่งไปตลอดหรอก

       โจซองที่หลงตัวเอง มองว่าคนอื่นต่ำกว่าตน แม้กระทั่งสุมาอี้ก็ไม่ยกเว้น เขาไม่สนหรอกว่าใครจะมายึดอำนาจ เพราะเขาคิดว่าไม่มีใครกล้าทำแน่ๆล่ะ แต่ผู้อ่านจงจำไว้ว่า วีรบุรุษผู้กล้าไม่อาจถูกศัตรูผู้ใดทำลายลงได้ นอกจากตนเอง และการทำลายตนเองได้ก็มักเริ่มจากข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆทั้งนั้น โจซองผู้ทระนงตนก็เริ่มก่อความผิดพลาดขึ้น ปี ค.ศ. 249 เดือนอ้าย พวกโจซองก็เชิญฮ่องเต้โจฮอง ออกไปไหว้คารวะหลุมศพของโจยอย ขนกันไปหมดเลย สุมาอี้ที่เฝ้ารอโอกาสก็ดีใจ ดีดตัวผึง ตีลังกาออกจากเตียง รีบสั่งการหน่วยกล้าตายสามพันคนผู้ภักดี ฟังคำสั่งแต่สุมาอี้ผู้เดียว ที่ยามปกติกระจายกำลังแทรกซึมไปทั่วเมือง ทำตัวเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป เล่นกับเด็กบ้าง ซื้อซาลาเปา พุทราเชื่อมกินบ้าง ประจำตามจุดของตน แต่วันนี้ทุกคนให้มารวมตัวกันที่จวนสุมาอี้ ใส่ชุดเกราะโดดเด่นทุกคน สุมาอี้ก็สั่งให้ไปยึดคลังแสง เอ่อ คลังอาวุธน่ะแหละ ตามด้วยการปิดประตูเมือง ยึดพื้นที่หน้าเชิงสะพานไว้ ไม่ให้โจซองกลับมาได้
 
หลุมศพโจยอย ที่ 高平陵
 
        จากนั้นสุมาอี้ก็เชิญอดีตขุนนางที่ถูกโจซองปลดออกจากอำนาจมาสามคนคือ 高柔โกหยิว (เกาโหรว) 王观อองก๋วน (หวางกวน) 将济เจียวเจ้ (เจี่ยงจี้) พาสามคนนี้ไปที่ตำหนักของกวยไทเฮา เขียนลงนามราชเสาวนีย์ จากนั้นสุมาอี้ก็แต่งตั้งสามคนนี้เป็นขุนนาง ให้โกหยิวส่งราชเสาวนีย์ไปยังค่ายทหารของโจซอง อองก๋วนไปค่ายโจอี้ ส่วนเจียวเจ้ให้ตามสุมาอี้ไปพบโจซองด้วยกัน เพียงแค่วันเดียว สุมาอี้เข้ายึดอำนาจคืนจากโจซองได้หมดเลย แถมกองกำลังของโจซองก็หมดสภาพด้วยเสาวนีย์ไทเฮา

        ทีนี้มาว่าด้วยข้อกลยุทธ์เปลี่ยนสภาพข้อที่สอง กล่าวว่า ”ใช้ปากพูดให้ช้า เหลือทางหนีทีไล่” การจะลงมือทำเรื่องด่วนอะไรสักอย่าง มือต้องไว ใจต้องเร็ว ขาต้องวิ่ง แต่อย่ารีบพูดโดยเร็ว คนที่ชอบบ่นในเรื่องราวรีบด่วนจะทำให้เสียสมาธิในการคิดเรื่องราว การตำเนินการขั้นต่อไป สุมาอี้แม้จะยึดกุมโอกาสได้แล้ว แต่เขาเองก็ยังให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามตอบโต้กลับ โดยผ่านทางฮวนห้อม หนึ่งในลูกน้องคนสนิทนั่นเอง ในขณะที่ลูกน้องสุมาอี้กำลังยึดคลังอาวุธ ปิดประตูเมืองอยู่นั้น ฮวนห้อมกลับเล็ดรอดไปจากเมือง ไปแจ้งข่าวให้โจซองรู้ได้ เมื่อโจซองรู้สถานการณ์ ก็บ่นว่า เฮ้ย อีแบบนี้รีบวางมือแต่เนิ่นๆดีกว่า

       วิชาการบริหารจัดการเรียกว่าไม่อยากเสียดายนมที่หกไปแล้ว เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้แล้วไป คิดถึงอนาคตดีกว่า ผู้ฝึกตนมาดี เมื่อเจอเรื่องชวนเสียดายที่ผ่านไปแล้ว เขาจะคิดป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกในอนาคต ผู้ไม่ได้รับการเตรียมตัวเตรียมใจตน เมื่อเจอเรื่องที่ชวนให้เสียดาย ก็มักจะเสียใจอยู่ร่ำไป ภายหลังก็จะยิ่งยึดติดกับความเสียดายนี้ โจซองมาเสียดายเอาตอนนี้ก็สายไปแล้ว ฮวนห้อมก็ว่าข้าบอกท่านแล้ว ไม่ฟังเอง ว่าแล้วก็แนะนำว่า ตอนนี้ท่านอยู่ใกล้เมืองฮูโต๋ ที่นั่นเสบียงพรั่งพร้อม เหมาะแก่การรุกถอย เป็นรังเก่าของหลายชั่วคน แถมท่านยังมีฮ่องเต้อยู่ในมือ ไอ้ราชเสาวนีย์ขอบสุมาอี้ยังไงก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าโองการฮ่องเต้หรอก ขอแค่ท่านจับมือฮ่องเต้เขียนราชโองการระดมพลมาคุ้มกันฮ่องเต้ แค่นี้ก็ได้แล้ว สุมาอี้มีคนแค่สามพัน เราชนะเห็นๆ

        หากมองด้วยสายตาของคนปัจจุบัน หากโจซองยอมฟังคำของฮวนห้อม ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ต้องเขียนใหม่แน่ๆ เมื่อสายสืบของสุมาอี้กลับมารายงานถึงการพบกันของโจซองกับฮวนห้อม สุมาอี้ก็หน้าถอดสี หลังจากปรึกษาหารือกับเจียวเจ้ ก็สรุปว่าเอาน่ะ ให้โอกาสเขามาสู้กันหน่อย แต่ยังไงซะ ต่อให้ฮวนห้อมมีแผนเด็ดอันใด โจซองก็จะไม่ฟังเป็นแน่ ข้าเข้าใจไอ้หมอนี่ดีทีเดียว หมอนี่มีตาหามีแวว เจอแต่ความสบายเป็นนิจ ไม่เคยผ่านการรบจริงจัง และถึงกับเปรียบเปรยโจซองว่าเป็น “驽马恋栈豆” ม้าเลวรักกินถั่ว คือม้าดีมักกินฟางหรือหญ้า แต่ม้าเลวชอบกินแต่ถั่วที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ ไม่อาจมีความคิดกว้างไกลได้ การที่ฮวนห้อมเสนอความคิดเห็นให้โจซอง ก็เหมือนเอาความคิดของเสือใหญ่ไปเสนอให้หนูน้อย แล้วสุมาอี้ก็คาดได้ถูกต้อง โจซองขอคิดในข้อเสนอของฮวนห้อมซักแป๊บ วันต่อมาก็คิดได้ว่า เฮ้ย ยอมแพ้ดีกว่า ถึงตูจะถูกปลด แต่ตูก็ยังมีทรัพย์เหลือเป็นหมื่นๆ เป็นเศรษฐีมีกินไปทั้งชีวิตล่ะวะ ฮวนห้อมได้ยินก็เป็นลมล้มพับอยู่ตรงนั้นเอง

       มีคำกล่าวว่า อย่ากลัวคู่แข่งฝีมือขั้นเทพ แต่จงกลัวพันธมิตรฝีมือกากๆ นี่อะไรกัน โอกาสชนะมีสูงมาก แต่ดันยอมแพ้ซะงั้น ฮวนห้อมกล่าวกับโจซองว่า พ่อท่านโจจิ๋นเป็นผู้กล้า ดันมีลูกหมาลูกหมูอย่างท่าน สายตระกูลคงจบสิ้นแค่นี้แล้ว ชีวิตข้าคงดับไปพร้อมความคิดเฝ่ยๆของท่านแน่ๆ ครั้งต่อมาสุมาอี้ก็ส่งจดหมายมา เพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกริยาความง่าวของโจซอง บอกว่าขอเพียงพวกเราคืนดีเหมือนวันวาน ที่แล้วมาก็ให้ผ่านไป พรุ่งนี้ยังคอยเราอยู่ ท่านก็อยู่กินๆนอนๆของท่านไป ข้าแค่ต้องการจับงานบริหารด้วยตนเองเท่านั้น หาได้มีความแค้นต่อกันไม่ โจซองได้อ่านจดหมายก็นึกว่าจริง เอาวะ ตูยอมกลับเมืองหลวงก็ได้ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าละทิ้งโอกาสดี ไปจัดงานส่งศพตัวเองแท้ๆ

        วิชาการบริหารจัดการ สอนหลักการหนึ่งให้เราว่า 权胜才必有辱 威胜德必有祸 หมายถึงการที่เสนาธิการคนหนึ่งจะรับตำแหน่ง ถ้าตำแหน่งใหญ่เกินสติปัญญา จะพาเอาการงานเรื่องราวชีวิตคนล่มได้ ถ้าหากมีอำนาจบารมีใหญ่เกินกว่าผลงานที่ทำไว้ ความหายนะจะมาเยือนโดยเร็ว คนโบราณว่าไว้ เนื้อสมองเยอะให้สวมหมวกใหญ่ๆ ยิ่งมีภัยมากให้สวมเกราะเยอะๆ กลยุทธ์ของคนประเภทหนึ่งมีว่า “ไม่มีความยากจนที่มากเกินไป มีแต่ความร่ำรวยที่ไม่เคยพอ” ถ้าคุณมีชีวิตที่แสนยาจก ไม่ต้องมีบารมี ความสามารถ คนรอบข้างเขาก็ช่วยเหลือคุณ แต่ถ้าคุณจะร่ำรวย คุณต้องมีความสามารถ มีบารมี แถมคนรอบข้างยังวิจารณ์คุณอีก คุณทนรับได้เหรอ โจซองไม่มีความสามารถ ทั้งบารมีก็ไม่เหลือ ยิ่งไม่ต้องไปคิดจะเป็นคนรวย ถ้าขืนยังอยากเป็น จะต้องมีภัยมาถึงตัวแน่นอน คนผู้ใดที่ร่ำรวย ผู้นั้นต้องไม่โลภ ชีวิตคนก็เหมือนรถวิ่งด้วยความเร็วสูง หากคุณรู้จักเร่งรถชิ่งนั่นคือแรงกำลังของคุณ หากคุณเบรกรถถูกจังหวะนั่นแสดงถึงปัญญา เรื่องราวใดที่คุณทำไม่ได้ให้หยุดมือ ทางไหนที่รถไปไม่ได้ก็อย่าฝืนขับไป  

        หลังจากที่โจซองยอมแพ้ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มสู้แล้ว สุมาอี้ก็เริ่มกลยุทธ์ข้อที่สาม “สรรค์สร้างสถานการณ์ ให้คนได้จดจำ” สุมาอี้ตอนนี้ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ก็ไม่ได้ลงมือขั้นต่อไปอย่างทันทีทันใด เหตุต่อไปที่จะเกิดตามมามีชื่อในประวัติศาสตร์ว่า 高平陵事变 เหตุเปลี่ยนแปลงที่สุสานเกาผิง เบื้องหลังเหตุการณ์นี้มีเหตุผลที่ลึกซึ้งแฝงอยู่ เหตุเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้เนื่องด้วยเหตุผลสามประการ สรุปรวบยอดได้สามคำ คือ สภาพการณ์ ความนิยมหลักในสมัยนั้น การแบ่งพรรคพวก แข่งขันกำลังพลและทรัพยากร ความผันแปร เงื่อนไขการเปลี่ยนถึงพร้อม มีโอกาสให้ลงมือ เราจะดูเป็นคำๆไป

       เมื่อเทียบการพ่ายแพ้ของโจซอง เริ่มต้นดูจากคำแรก ความนิยมในตัวโจซองไม่ค่อยมี พอโจซองรวบอำนาจ ได้เป็นผู้นำก็เอาญาติพี่น้องมาอวยตำแหน่งให้ เอามาช่วยอุดสภาปกครองราชสำนักจนเต็ม แถมวันๆไม่ทำอะไรนอกจากเที่ยวเล่น  คำต่อมา พรรคพวก เมื่อโจซองยึดอำนาจ ก็ย้ายปลดขุนนางออกเป็นว่าเล่น จนคนเกลียดมีมากกว่าเครือญาติเป็นทวีคูณ ภายหลังแล้วก็คนพวกนี้แหละที่ช่วยสุมาอี้ยึดอำนาจ สุดท้าย สภาพเงื่อนไขและโอกาส โจซองไม่เคยเกรงกลัวเกรงใจใคร ไม่ฟังความเห็นที่ถูกต้อง ไม่รับรู้ความเสี่ยง คนเราไม่กลัวอันตราย เพียงกลัวไม่เตรียมตน โจซองไม่เตรียมอะไรเลย การกระทำของเขาสอดคล้องกับเงื่อนไขสามคำ ทำให้เกิดเหตุถูกโค่นอำนาจลง

        เมื่อสุมาอี้ลงมือสำเร็จ เขาก็ใช้กลยุทธ์ที่ว่า “ผู้ชมเฝ้าดูผู้แสดง” ยังไม่จับมาทันที เขายังให้โอกาสอยู่ โดยให้โจซองย้ายไปอยู่ที่จวนแม่ทัพในชานเมืองลั่วหยาง ให้ประชาชนแปดร้อยคนเข้าไปอาศัยในบ้านอยู่แถวๆรอบจวน แถมสร้างหอสูงไว้รอบจวนอีก ให้ประชาชนขึ้นไปดูโจซองข้ามกำแพงจวนได้ ไม่ว่าโจซองจะไปอยู่จุดไหนของลานจวน ใครที่ขึ้นไปอยู่บนหอก็จะเห็นการกระทำของโจซองทุกอย่าง โจซองก็ตื่นอาย คิดว่าสุมาอี้คงไม่ฆ่าเราแล้วแหละ ว่าแล้วก็เขียนจดหมายไปขอข้าวน้ำ เหล้ายาในจวน เนื่องจากของที่ตุนอยู่ในจวนเริ่มหมด สุมาอี้ก็ส่งให้โดยดี โจซองก็วางใจ โดยไม่รู้เลยว่าสุมาอี้เกลียดแค่ไหน

        ขณะที่โจซองอยู่ในจวน สุมาอี้ก็ลงมือไล่ลิสต์เหตุผลในการประหารโจซองและพวก ข้อกล่าวโทษมีดังนี้

        หนึ่ง แก้ไขระบอบบรรพบุรุษโดยพลการ

        สอง แต่งตั้งญาติพี่น้องโดยไร้ผลงานอันควร

        สาม ผูกขาดอำนาจขององครักษ์

        สี่ ปลุกระดมให้ฝ่ายปกครองระดับสูงผิดความสัมพันธ์ เกลียดชังกัน

        ห้า ทำลายผลประโยชน์ของเสนาธิการทั้งหลาย

       จากนั้นประกาศความผิดออกไป และจัดการสำเร็จโทษโจซอง ญาติพี่น้องและผู้เกี่ยงข้องอีกแปดตระกูล ตายสิ้นไม่เหลือ สุมาอี้ใช้เวลาเพียงสิบสามวัน ชำระแค้นที่ถูกลดอำนาจแปดปีกว่าได้อย่างหมดจด คู่แข่งในราชสำนักไม่มีอีกแล้ว ข้างกายเขาในตอนนี้เหลือเพียงผู้ภักดีและผู้มีฝีมือ คนที่เยี่ยมยอดที่สุดในตอนนี้มีเพียงสองคนเท่านั้น คือลูกทั้งสองคนของเขา นามสุมาสูและสุมาเจียว หนึ่งในข้อดีที่สุดของสุมาอี้คือเขาสอนลูกได้ดีมาก หนึ่งในความสำเร็จของคนเรา คือการศึกษาของลูกประสบผลสำเร็จ และหนึ่งในสุดยอดความผิดพลาด คือความล้มเหลวในการให้การศึกษาลูกตนเอง ส่วนสุมาอี้ให้การศึกษาแก่ลูกยังไงนั้น ถึงขนาดที่ว่าเก่งตามพ่อเปี๊ยบ ขึ้นม้าจับอาวุธ ลงม้าร่ายพู่กัน ยอดฝีมือทั้งบุ๋นบู๊ เขากับลูกเขาร่วมมือกันปูทางสู่ความยิ่งใหญ่ของตระกูลที่จะเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน


     สรุปกลยุทธ์เปลี่ยนสภาพทุกข์ของสุมาอี้

  1.     ยึดคุมโอกาส ไม่ให้เหลือแม้ช่องว่าง
  2.     ใช้ปากพูดให้ช้า เหลือทางหนีทีไล่
  3.     สรรค์สร้างสถานการณ์ ให้คนได้จดจำ

ปล คิดแบบสุมาอี้ มีเหลืออีกแค่สองตอนเท่านั้น ผู้อ่านท่านใดสนใจเรื่องไหน ลองเสนอมาได้ ผมจะลองหาข้อมูลมาเขียนลงบล็อกให้ครับ ส่วนตัวว่าจะเอา saint young men ฉบับจีนที่แปลเกินฉบับฝรั่งมาลง แต่คิดอีกทีไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวบล็อกผมโดนถล่ม ไม่คุ้มกัน